หน้าแรก/บทความ/NEO Tourism ท่องเที่ยวมิติใหม่ Insight นักท่องเที่ยวยุค Next Normal/

NEO Tourism ท่องเที่ยวมิติใหม่ Insight นักท่องเที่ยวยุค Next Normal

16 ธันวาคม 2564

             นโยบายเปิดประเทศของภาครัฐตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 ที่ผ่านมา กลายเป็นการปลดล็อกการท่องเที่ยวให้สามารถกลับมาเดินหน้าต่อได้ ภายหลังจากเผชิญกับการล็อกดาวน์ การจำกัดการเดินทาง การเว้นระยะห่างทางสังคม อันเนื่องมาจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาหลายเดือน
             

             NEO Tourism เป็นคำนิยามใหม่ของรูปแบบการท่องเที่ยวหลังยุคโรคระบาด ผ่านการถอดบทเรียนจากสถานการณ์โควิด-19 อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจะก้าวข้ามจาก New Normal ไปสู่ Next Normal ซึ่งเป็นการท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องความสะอาด สุขอนามัย และความยืดหยุ่นในการให้บริการการท่องเที่ยวมากขึ้น
             

             วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ทำการศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยหลังโควิด-19 ในหัวข้อ “NEO Tourism ท่องเที่ยวมิติใหม่ เจาะอินไซต์นักเดินทาง” ผ่านกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ คนรุ่นใหม่ (กลุ่มคนที่มีอายุระหว่าง 18-35 ปี) และกลุ่มครอบครัว (กลุ่มคนที่มีบุตรหรือมีสมาชิกมากกว่าสองเจนเนอเรชั่น) พบว่า 48% ของคนรุ่นใหม่ และครอบครัวพร้อมที่จะออกเดินทางท่องเที่ยว เมื่อจำนวนผู้ติดเชื้อในประเทศต่ำกว่า 500 คน รองลงมาคือสัดส่วนการได้รับวัคซีนของประชากรในประเทศต้องมากกว่าร้อยละ 70 และการที่ตนเองได้รับวัคซีนที่มั่นใจ

             รูปแบบการท่องเที่ยวที่ทั้งคนรุ่นใหม่และครอบครัวอยากไปมากที่สุด คือ “การท่องเที่ยวธรรมชาติ” มีสัดส่วนอยู่ที่ 70% และ 92% ตามลำดับ เนื่องจากการกักตัวอยู่บ้านเป็นเวลานาน ทำให้มีความรู้สึกเบื่อหน่าย เครียดสะสม จึงต้องการเปลี่ยนบรรยากาศและพักผ่อน รวมถึงปรากฏการณ์ที่แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติฟื้นตัวกลับมาอุดมสมบูรณ์ระหว่างการหยุดชะงักของการท่องเที่ยว ก็เป็นอีกเหตุผลสำคัญที่ทำให้บรรดานักท่องเที่ยวอยากเยี่ยมชมความสวยงามตามแหล่งธรรมชาติต่าง ๆ ด้วยเช่นกัน

             นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลแนวโน้มการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยในช่วงท้ายปี 2564-2565 ที่น่าสนใจอีกหลายประเด็น เช่น

             ●   คนรุ่นใหม่ 71% และครอบครัว 92% ต้องการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศมากกว่าเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะในระยะแรกเมื่อโควิด-19 คลี่คลาย

             ●   Facebook เป็นแพลตฟอร์มที่คนรุ่นใหม่เลือกใช้ค้นหาข้อมูลการท่องเที่ยวมากที่สุด อยู่ที่ 31.1 % รองลงมาคือ Google 29.4% และ YouTube 21.9% ในขณะที่กลุ่มครอบครัวมักเลือกใช้ Google มากเป็นอันดับหนึ่ง คิดเป็น 38.6% อันดับสอง คือ Facebook 29.8% และอันดับสาม คือ YouTube 19.8%

             ●   มาตรการป้องกันโควิด-19 จำนวนผู้ติดเชื้อในพื้นที่ และข้อมูลการให้บริการ เช่น เวลาเปิด-ปิด การยกเลิกการจอง เป็นข้อมูลเพิ่มเติมที่บรรดานักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่และครอบครัวค้นหามากที่สุด

             ●   กิจกรรมท่องเที่ยวที่คนรุ่นใหม่สนใจมากที่สุด คือ การไปคาเฟ่และตระเวนกินตามร้านอาหาร ส่วนครอบครัวต้องการพักผ่อนในที่พัก ซึมซับบรรยากาศ และเปลี่ยนที่นอนเท่านั้น เพื่อเป็นการลดความเสี่ยง

             ●   กลุ่มคนรุ่นใหม่และครอบครัวจะเน้นจองที่พักผ่านทางโรงแรมโดยตรงมากขึ้น ในขณะที่จองผ่านตัวกลางในการขายที่พักอย่าง Agoda หรือ Booking.com ลดลง เนื่องจากจะทำให้ได้รับข้อมูลเชิงลึกมากขึ้น และสามารถสอบถามเรื่องมาตรการความสะอาดได้โดยตรง

             ●   นักท่องเที่ยวคนรุ่นใหม่กว่า 75.2% และกลุ่มครอบครัว 70.2% ยินดีที่จะจ่ายค่าที่พักและค่าเดินทางที่สูงกว่าปกติ เพื่อแลกกับความสบายใจในการยกเลิกหรือปรับเปลี่ยนฉุกเฉิน โดยเฉพาะในปี 2565 ที่สถานการณ์โรคระบาดยังไม่แน่นอน

เจาะ 3 เทรนด์ นักท่องเที่ยวยุค Next Normal

             จากการศึกษาข้างต้น สามารถสรุป 3 เทรนด์ของนักท่องเที่ยวยุค Next Normal มีแนวโน้มเปลี่ยนพฤติกรรมและจะให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นในการตัดสินใจออกเดินทางท่องเที่ยว ดังนี้

          1. Nature Seeking - ตามหาธรรมชาติ 

             การล็อกดาวน์ทำให้ธรรมชาติฟื้นฟูกลับมาอุดมสมบูรณ์ กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่นักท่องเที่ยวอยากไป เมื่อเปิดประเทศ ผู้คนจึงต้องการกลับไปใกล้ชิดธรรมชาติ เปลี่ยนบรรยากาศจากการอยู่บ้านเป็นเวลานาน นักท่องเที่ยวมองว่าธรรมชาติบำบัดจะช่วยคลายเครียด ช่วยให้ได้พักผ่อน เปลี่ยนบรรยากาศให้รู้สึกผ่อนคลาย

          2. Hygieneaholic - ติดสะอาด

             หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นักท่องเที่ยวจะยังคงให้ความสำคัญเรื่องสุขอนามัยและความสะอาด สถานที่ท่องเที่ยว การให้บริการหรือที่พักที่มีมาตรการป้องกันโรคที่ดี จะตอบโจทย์ความต้องการและสร้างความมั่นใจให้นักท่องเที่ยวได้ดีกว่า ซึ่งมาตรฐานสุขอนามัยต้องเป็นระดับสากล เช่น โครงการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยมาตรฐานความปลอดภัยด้านสุขอนามัย (Amazing Thailand Safety & Health Administration : SHA)

          3. Flexi Needed - ต้องการความยืดหยุ่น

             ความไม่แน่นอนเรื่องโรคระบาด การเตรียมความพร้อมในการรับมือแต่ละสถานการณ์จึงมีความสำคัญ ทำให้นักท่องเที่ยวมองหาบริการที่มีการประกันความเสี่ยง รวมถึงต้องการทริปที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยเฉพาะบริการที่ปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ จะได้รับความนิยมมากขึ้น 

             ซึ่งสอดคล้องกับการศึกษาของ วีซ่า ประเทศไทย ที่เปิดเผยว่านักท่องเที่ยวไทยในปี 2565 จะยังเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงครึ่งปีแรกของปีหน้า และให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัยด้านสุขภาพ กว่า 53% จะตัดสินใจเลือกที่พักที่มีการรับรองด้านความปลอดภัยและคุณภาพ 44% จะหันมาให้การชำระเงินแบบ Contactless ลดการสัมผัส และ 42% จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวที่มีคนแออัดสูง 

             การเตรียมตัวให้พร้อมของผู้ประกอบการจะเป็นผลดีต่อการฟื้นฟูอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 เริ่มคลี่คลายและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในช่วงต้นปีหน้าที่คาดการณ์ว่านักท่องเที่ยวในประเทศจะเริ่มออกเดินทางมากที่สุด 

             โอกาสทองของภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังจะมาถึงกับเทรนด์ NEO Tourism การท่องเที่ยวมิติใหม่ หลังยุคโรคระบาด ผู้ประกอบการ ภาครัฐและภาคเอกชนต้องไม่พลาดที่จะคว้าเอาไว้ เพื่อเป้าหมายสำคัญในการช่วยกันผลักดันให้การท่องเที่ยวกลับมาเดินหน้าต่ออย่างมั่นคงอีกครั้ง

―――――

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

- “NEO Toutism ท่องเที่ยวมิติใหม่ เจาะอินไซต์นักเดินทาง” จาก https://drive.google.com/file/d/1rT9lcCLkHBhqKoocZ6FzzDO-3CKsOzmn/view 

- “Visual Conference : NEO Toutism กลยุทธ์การท่องเที่ยวฝ่าวิกฤตปี 2022” จาก

https://web.facebook.com/neotourismth/videos/696841157942892 

- “เผยเทรนด์เที่ยวหลังโควิด-19 คนไทยเกินครึ่งยังเลือกเที่ยวเมืองไทยยาวถึงปีหน้า” จาก

https://mgronline.com/travel/detail/9640000108517

- “หลังโควิด "ที่เที่ยว" แบบไหนถูกใจคนไทย? ม.มหิดล เผยอินไซต์ Neo Tourism” จาก 

https://www.bangkokbiznews.com/lifestyle/964157

แชร์บทความนี้