Slo-Mo Go Around

วันที่ 28 ก.พ. 2563 เวลา 19:53 น.
 447
UploadImage


ปัจจุบันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลายเป็นปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจของหลายประเทศทั่วโลก แต่ในความเป็นจริงการเติบโตทางการท่องเที่ยวอาจจะต้องแลกมาด้วยการสูญเสียทรัพยากรทางธรรมชาติหรือผลกระทบเชิงลบในด้านต่างๆ เช่น สังคม ประเพณี วัฒนธรรมหลายประเทศจึงเริ่มตระหนักถึงคุณค่าที่แท้จริงของการท่องเที่ยวที่ส่งผลกระทบเชิงบวก

UploadImage

การท่องเที่ยวในรูปแบบ Slo-Mo เป็นแนวคิดการท่องเที่ยวที่ไม่เร่งรีบให้ถึงจุดหมายปลายทาง ท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี สังคม รวมถึงเรียนรู้วิถีชีวิตความเป็นอยู่ดั้งเดิมของชุมชนอย่างลึกซึ้ง อย่างไรก็ดี การท่องเที่ยวแบบ Slo-Mo ไม่ใช่การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้น เพียงแต่เดิมรู้จักกันในชื่อ “Slow Travel หรือเที่ยวเนิบช้า” โดยเริ่มจากปี 1986 คาร์โล เปทรินี   ชาวอิตาลีฝ่ายซ้ายที่ต่อต้านร้านแมคโดนัลด์ซึ่งเป็นร้านอาหารฟ้าสต์ฟู้ดที่แสดงถึงสัญลักษณ์การครอบงำทางวัฒนธรรมในช่วงเศรษฐกิจโลกที่เจริญเติบโตด้วยระบบทุนนิยมและอุตสาหกรรม ทำให้เกิดกระแสต่อต้านที่เรียกว่า Slow Movement โดยมีจุดเริ่มต้นจากวัฒนธรรมอาหารที่แทรกซึมและบดบังวัฒนธรรมอาหารของคนในท้องถิ่น ต่อจากนั้นขยายเป็น Slow Food จนถึง Slow City ที่เน้นให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อีกทั้งการใช้ชีวิต Slow Life รวมถึงการท่องเที่ยวแบบ Slow Travel

UploadImage

การท่องเที่ยว Slo-Mo ยังสามารถตีความได้ในลักษณะการท่องเที่ยวในรูปแบบ “น้อยแต่มาก” – น้อย คือ       ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ลดการเพิ่มคาร์บอนให้กับโลกด้วยการเดินทางท่องเที่ยว   ทางเท้า ขี่ม้า พายเรือ ปีนเขา รวมทั้งการใช้บริการขนส่งที่มีอยู่ตามท้องถิ่นหรือชุมชนนั้นๆ – มาก คือ นักท่องเที่ยวจะมากด้วยประสบการณ์และความรู้ ความเข้าใจในเรื่องราวของวิถีชีวิตของคนในชุมชนอย่างลึกซึ้งและมีสัมพันธ์เชื่อมโยงกับคนในชุมชน โดยอาจจะมีมัคคุเทศก์นำเที่ยวที่เป็นคนในชุมชนเป็นผู้แนะนำกิจกรรมต่างๆ และบอกเล่าเรื่องราวที่แสดงถึงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของชุมชนนั้นๆ ทั้งความเป็นมาของวิถีชีวิตของคนในชุมชน แหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ประเพณี คนในชุมชนก็จะตระหนักถึงคุณค่าของชุมชนของตนเองมากยิ่งขึ้น และยังช่วยกระจายรายได้การท่องเที่ยวให้เกิดกับชุมชนโดยตรง

UploadImage

นอกจากนี้ Slo-Mo ยังเป็น 1 ใน 8 รูปแบบการท่องเที่ยวที่ Booking.com เว็บไซต์ให้บริการจองที่พักออนไลน์ และบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ได้คาดการณ์ไว้สำหรับปี 2020 ว่าจะเกิดกระแสที่สำคัญขึ้น ได้แก่
- การท่องเที่ยว “เมืองรอง” เพื่อแก้ปัญหา Overtourism พร้อมคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม
 - การใช้แอปพลิเคชั่นล้ำสมัยที่สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมของนักท่องเที่ยวตามลักษณะความสนใจเฉพาะบุคคล
  - ความนิยมการท่องเที่ยวเนิบช้า ที่ได้เดินทางท่องเที่ยวโดยพาหนะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นของชุมชน
 - การวางแผนท่องเที่ยวในจุดหมายปลายทางที่เต็มไปด้วยกิจกรรม สถานที่ท่องเที่ยว และประสบการณ์ ที่เป็นที่ชื่นชอบ เพื่อการใช้เวลาสำหรับการเดินทางอย่างคุ้มค่า
- ความนิยมเลือกท่องเที่ยวกับสัตว์เลี้ยงแสนรัก และเลือกที่พักหรือแหล่งท่องเที่ยวที่เอื้อต่อสัตว์เลี้ยง โดยยินยอมจ่ายค่าบริการที่เพิ่มขึ้น 

- การท่องเที่ยว 2 วัย ระหว่างคุณปู่คุณย่ากับหลานๆ เพื่อเพิ่มความรู้สึกถึงการย้อนวัย ทั้งเข้าใจความรู้สึกของคุณพ่อคุณแม่ที่ต้องการใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพัง
-   การเริ่มต้นการเดินทางท่องเที่ยวด้วยร้านอาหารท้องถิ่นที่ชื่นชอบและความสามารถในการจองร้านอาหารดังกล่าวล่วงหน้า
-   การวางแผนเกษียณล่วงหน้าเพื่อการเดินทางท่องเที่ยว


UploadImage

สุดท้ายแล้วการท่องเที่ยวในรูปแบบ Slo-Mo อาจเป็นการเยียวยาและรักษาสมดุลชีวิตของมนุษย์ พร้อมให้ความรู้สึกถึงความหมายของการท่องเที่ยวอย่างสวยงามตามที่ควรจะเป็น ทั้งยังรักษาสมดุลธรรมชาติทางการท่องเที่ยวที่ยังมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของโลก ท่ามกลางสถานการณ์ที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

UploadImage

ที่มา  :
https://travelpredictions2020.com
http://www.etatjournal.com/web/menu-read-tat/menu-2015/menu-42015/684-42015-slow-travel-trend
https://www.trendyhospitality.com/slowmo-2020-travel-trend/


   -


เรื่องมาใหม่